Never Ending... -6-

posted on 11 May 2008 11:34 by rodemec3

Story by Rodem

YunJae, YuSu FanFic

Rate PG 17

 

. . .Part 6. . .

 

เป็นเวลาเกือบ 2 เดือนที่แจจุงใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ เวลาเดินพร้อมกันทั้งโลก แต่กับแจจุงมันนานเหมือนต้องทิ้งตัวลงสู่อดีตชั่วกับชั่วกัลป์

 ชีวิตเศร้าเคล้าน้ำตาตลอดหลายสัปดาห์เริ่มทำให้แจจุงเอียนที่จะกลืนมันลงคอ

แจจุงกลับเมืองหลวงพร้อมกับเพื่อนๆ แจจุงเลือกที่จะทิ้งอดีตไว้ที่ตรงนั้น ทิ้งความเจ็บปวดไว้กับภูเขา ทิ้งน้ำตาไว้กับทะเล ทิ้งเสียงสะอื้นไว้กับสายลม แจจุงกลับไปเผชิญหน้ากับความวุ่นวายในเมืองใหญ่

 

ดูเหมือนเข้มแข็ง แสดงละครเก่งจริงเรา

 

ตลอดระยะทางแม้จุนซูกับยูชอนจะส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวอื้ออึงขนาดไหน แต่โสตประสาทของแจจุงเหมือนถูกปิดตาย เขาเหม่อมองออกไปที่ทิวทัศน์ข้างทาง หลายครั้งที่ปิดเปลือกตาลง พยายามคิดถึงสิ่งต่างๆที่สามารถฉุดดึงเขาขึ้นมาจากขุมนรกในใจ บางเรื่องที่คิดถึงมันทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะยิ้มคนเดียว ชางมินที่ลอบมองแจจุงอยู่เป็นระยะก็อดยิ้มตามเพื่อนรักไม่ได้ ทั้งที่ไม่รู้สาเหตุ แต่ถ้าเพื่อนเขายิ้มเมื่อไหร่มันทำให้เขารู้สึกสดชื่นอย่างบอกไม่ถูก

 

แจจุงทำไมเงียบจัง เป็นอะไรรึเปล่า ยูชอนถามพร้อมเลิกคิ้วขึ้น จุนซูก็ดูเหมือนจะรอคำตอบนั้นอยู่ด้วยเหมือนกัน

 

ไม่ได้เป็นไร ก็กำลังคิดถึงบ้านน่ะ ไม่ได้กลับบ้านนานแล้วแจจุงเอ่ยพร้อมกับยิ้มที่คิดว่ามันดูดีที่สุด

 

แต่สำหรับชางมินแล้ว มันไม่ใช่... ดวงตาของแจจุงยังมีร่องรอยของความเหงา

 

อีกพักใหญ่ภายในห้องโดยสารก็เงียบลง ก็เพราะลิงสองตัวหลับไปแล้วน่ะสิ....

เป็นอีกหนึ่งภาพน่ารักของคู่เพื่อนซี้ที่นอนซบกันอยู่ ในมือจุนซูยังถือถุงขนมและรอบปากยังมีเศษขนมติดอยู่ แต่ตอนนี้คนที่ถือถุงขนมนั้นได้เข้าสู่ห้วงนิทราไปเรียบร้อยแล้ว จุนซูเอนตัวซบไปไหล่ลาดของยูชอนซึ่งตอนนี้ก็อยู่ในสภาพเดียวกัน ยูชอนเอนตัวเอียงหน้าเข้าหากลุ่มผมหอมนุ่มของจุนซู  มองดูเผินๆอาจจะนึกไปว่าเป็นรูปปั้นไซคีกับอิรอสในเทพนิยายกรีกเสียอีก

 

ในที่สุดก็มาถึงที่พักของจุนซูเป็นอันดับแรก และยูชอนซึ่งอยู่ไม่ไกลจากอพาร์ทเมนต์ของจุนซู ทุกคนกล่าวคำอำลา ยิ้ม หัวเราะ โบกมือไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ไม่อยากให้เวลานี้จบลง แต่เวลาแห่งความสุขมักจะสั้นเสมอ ใกล้จะถึงบ้านของแจจุงเข้าไปทุกทีแล้ว ชางมินรู้สึกปั่นป่วน ตื่นเต้น อยากจะเอ่ยอะไรกับแจจุง ทั้งที่คิดว่ามันเป็นคำพูดธรรมดาแต่ไม่กล้าพูดสักที เขาคอยหันมองคนที่นั่งข้างๆอยู่เสมอ ริมฝีปากแห้งผาก ลำคอรู้สึกติดขัด และในที่สุดก็ทนตัวเองไม่ไหว

 

แจจุง นาย... โอเคใช่มั๊ย? ชางมินเอ่ยถามพยามกลั้นเสียงที่สั่นเล็กน้อย

 

อื้ม โอเคสิ ฉันน่ะ สบายอยู่แล้ว นายมีอะไรรึเปล่าแจจุงยิ้มกว้างจนทำให้ชางมินเดาความคิดไม่ออก

 

งั้นก็ดีแล้ว แล้ว...ชางมินหยุดคำพูดไว้แค่นั้น

แจจุงเลิกคิ้วแทนคำถาม แต่ชางมินยิ้มและส่ายหน้าเป็นการปฏิเสธ 

 

แล้วจะผิดมั๊ยที่ฉันจะบอกว่าเป็นห่วงนาย แล้วจะโกรธฉันมั๊ย ถ้าฉันบอกว่าฉันรักนาย

 

 _._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._.

 

 

ชางมินมาส่งแจจุงถึงหน้าบ้าน บ้านหลังนั้นที่แจจุงกับยุนโฮเคยอยู่ด้วยกันดูไร้ชีวิตชีวา ชางมินขอตัวกลับก่อนเพราะความเหนื่อยจากการขับรถที่สะสมมาเกือบตลอดทั้งวัน ถึงแม้ได้แค่พูดคุย ไถ่ถามความรู้สึกเพียงน้อยนิด ก็ทำให้หัวใจของชางมินพองโตอย่างน่าประหลาด เวลาอยู่ต่อหน้าชางมิน แจจุงมักชอบทำตัวเข้มแข็งเสมอ นึกถึงทีไรก็อดที่จะยิ้มไม่ได้ แต่แล้วรอยยิ้มกลับต้องหยุดชะงักลง เมื่อสมองกลับประมวลภาพบางภาพขึ้นมาในความคิด นั่นทำให้ชางมินหุบยิ้มทันที สายที่ทอดมองออกไปไกลหรุบลงต่ำเล็กน้อย ความรู้สึกสำนึกผิดประเดประดังโถมตัวเข้าใส่อย่างโหดร้าย

 

แจจุงเก็บของเข้าที่ โยนเสื้อผ้าลงตะกร้าก่อนทิ้งตัวลงนอนบนโซฟา นอนเอามือก่ายหน้าผาก สีหน้าสงบนิ่ง ใจหนึ่งคิดถึงบ้าน

ใจหนึ่งคิดถึงคนรัก ความทรงจำที่พยายามลืมให้หมด บัดนี้กลับมาป้วนเปี้ยนอยู่ภายใน ไม่ว่าสิ่งของอะไรก็มีความทรงจำร่วมกันทั้งนั้น โต๊ะที่เคยทานข้าวด้วยกัน โซฟาที่เคยนั่งเล่นเกมส์ด้วยกัน ห้องครัวที่เคยช่วยกันทำอาหาร ห้องน้ำ ห้องนอน ระเบียง ไม่ว่าที่ไหนก็มีแต่คำว่าด้วยกันทั้งนั้น ไม่มีมุมไหนที่อยู่คนเดียว ไม่มีพื้นที่ไหนที่ไม่มีกัน ทั้งที่รักกันออกขนาดนั้น

 

ทั้งที่รักกันขนาดนั้น แล้วทำไมทิ้งฉันไปล่ะยุนโฮ ฉันไม่เคยเข้าใจอะไรที่เป็นนายเลย

 

ถึงแม้ในหัวจะยังคิดถึงไม่ต่างจากทุกวัน แต่วันนี้ปฏิกิริยาของแจจุงแตกต่างไป ไม่มีน้ำตาเหมือนที่ผ่านมา

 

น้ำตานั่นเหือดแห้งไปแล้วหรือ?  

ไม่... ไม่ใช่หรอก น้ำตานั่นกำลังไหล แต่อยู่ในใจต่างหาก...

นอนคิดจนรู้สึกปวดหนึบที่ขมับ จึงหลับตาลง ความเจ็บปวดที่เกิดจากความอ่อนเพลียทางร่ายกายทำให้แจจุงหลับไปอย่างง่ายดาย มีเพียงลมหายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอเท่านั้นที่ทำให้รู้ว่าร่างนี้ยังมีชีวิต ด้วยเพราะรูปหน้าสวยซูบซีดไป ร่างกายที่เคยเต็มอิ่มด้วยเนื้อและมัดกล้ามเล็กน้อยดูสุขภาพดีกลับแปรเปลี่ยนเป็นผอมเซียวลงไปจนกระดูกทิ่มเนื้อออกมาจนเห็นเป็นรูป ลักษณะแบบนี้หากแค่โดนกระตุกนิดเดียววิญญาณคงหลุดลอยไปอย่างง่ายดาย

 

 

ในวูบหนึ่งที่ได้รับสัมผัสลูบไล้บางเบาที่หน้าผากมน อบอุ่นและคุ้นเคย 

.

.

.

 

น่าเสียดาย ที่วูบหนึ่งนั้น คือฝันไป...

     

 

 

 

 

 

To Be Continued. . .